ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนประชากรและอายุเฉลี่ยของประชากรเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน การดำเนินชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการด้านการแพทย์และการพยาบาลเพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนพยาบาล เนื่องจากการมีข้อจำกัดในการผลิตพยาบาล บุคลากรทางการพยาบาลมีการอัตราการบรรจุเข้ารับราชการลดลง และมีการลาออกจากวิชาชีพพยาบาลจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนมากขึ้น (จิตสิริ รุ่งใหม่, ดวงกมล มงคลศิลป์, พรนภา ส่องแสงจันทร์, และอนัญญา รัตนสำเนียง, 2564; วนิดา สิงหชาติปรีชากุล, 2563) การบริหารอัตรากำลังของพยาบาลให้เพียงพอ และเหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการผู้ป่วยและการจัดการทรัพยากรในสถานพยาบาล ซึ่งทักษะการบริหารที่ดีสามารถช่วยให้การดำเนินงานในหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ (Aiken et al., 2018; Blegen et al., 2015) อย่างไรก็ตาม การจัดสรรพยาบาลให้เหมาะสมตามภาระงานและ ความต้องการของผู้ป่วยนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องการการจัดการที่มีระบบและการวางแผนอย่างรอบคอบ
ผลการวิจัย
ข้อมูลทั่วไปพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 30 รายทั้งหมดเป็นเพศหญิง เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงอายุ 46-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมาคือช่วงอายุ 51-55 ปี คิดเป็นร้อยละ 33.3 และช่วงอายุ 40-45 ปี คิดเป็นร้อยละ 10 ส่วนกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปี มีจำนวน 5 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.7 ระดับการศึกษาปริญญาตรีจำนวน 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.7 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุด ระดับปริญญาโท 1 รายคิดเป็นร้อยละ 3.3 ประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 43.3 ประสบการณ์ทำงานในช่วง 20-25 ปี มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 20 และในช่วง 26-30 ปี มีจำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 26.7 ขณะที่ผู้มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี มีเพียง 3 คน คิดเป็นคิดเป็นร้อยละ 10 จำนวนครั้งของการใช้โปรแกรมต่อสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้โปรแกรม 5-6 ครั้งต่อสัปดาห์คิดเป็นร้อยละ 66.7 รองลงมาคือใช้โปรแกรม 9-10 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 16.7 และ 7-8 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 13.3 ขณะที่มีเพียง 1 คน หรือ คิดเป็นร้อยละ 3.3 ที่ใช้โปรแกรม 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
การเปรียบเทียบการรับรู้ทักษะการบริหารอัตรากำลัง